Taxi Driver 's thought and how they feel when life is changing.

Blogger news

Follow us on Twitter Subscribe to RSS Subscribe via Email
  • Enter Slide 1 Title Here

    This is slide 1 description. Go to Edit HTML of your blogger blog. Find these sentences. You can replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by NewBloggerThemes.com...

  • Enter Slide 2 Title Here

    This is slide 2 description. Go to Edit HTML of your blogger blog. Find these sentences. You can replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by NewBloggerThemes.com...

  • Enter Slide 3 Title Here

    This is slide 3 description. Go to Edit HTML of your blogger blog. Find these sentences. You can replace these sentences with your own words. This is a Blogger template by NewBloggerThemes.com...

Thursday, 27 February 2014

ืtuktina  /  15:27  /  No comments







"ผมไม่รู้จักวันวาเลนไทน์ ...ผมรู้จักแต่วันครบรอบแต่งงาน" แท๊กซี่หนุ่มใหญ่เลยวัยกลางคน เริ่มเล่าเรื่องราวความรักของเขากับภรรยาชื่อ "นุช" หลังรถบ่ายหน้าไปตามทางด่วนมุ่งหน้างามวงศ์วาน -  แจ้งวัฒนะ   ผมเป็นคนสุรินทร์ เป็นเด็กบ้านนอก เข้ามาเรียนช่างเทคนิคที่ กทม. จบแล้วทำงานจนได้ขับรถกะบะป้ายแดง แต่พอปี 40 ฟองสบู่แตก จากที่เคยได้เงินเดือน ๆ ละสามหมื่นแปด ก็ต้องตกงาน เวลานั้นมองหน้าภรรยา ว่าจะทำไงดีก็ต่อสู้กันมาถึงวันนี้ .... ผมแต่งงานมายี่สิบห้าปี ทุกวันครบรอบวันแต่งงาน ผมจะซื้อแหวนทองให้ภรรยาสองสลึง  มาวันหนึ่งภรรยาผมเอาแหวนทองออกมานั่งเช็ด เธอเรียกผมว่า "ไอ้หมา"  ... "ไอ้หมา ๆ  นี่แหวนมียี่สิบห้าวงแล้ว นะเนี่ย"  ผมบอกเธอว่า "เออ ..เอาไปจำนำสิ" เธอหัวเราะ อมยิ้ม แล้วบอกผมว่าไรรู้มั้ย ?  คำถามของแท๊กซี่ยิงตรงมาที่เรา.. เอิ่ม.. ไม่รู้ค่ะ  ตอบไปไวเท่าความคิด ...นุช เขามองหน้าผม แล้วอมยิ้ม ตอบว่า "เรื่องอะไร แหวนนี่มันมีค่าทางใจ ไม่ใช่มีแค่มูลค่า"  แหวนยี่สิบห้่าวงนั่น รวมมูลค่าเท่ากับทองคำหนักมากกว่า 7 บาท) 25  ปีที่อยู่ด้วยกันมา  คุณรู้มั้ยว่า ผมและนุชไม่เคยทะเลาะกัน เพราะเรามีข้อตกลงทางใจ  10  ข้อ  ข้อแรก คือ ... ภรรยาทำอะไรย่อมไม่ผิด  บลา บลา  จนถึงข้อสุดท้าย จะเขียนไว้ว่า ถ้าไม่เข้าใจ จงกลับไปอ่านข้อหนึ่งใหม่ ... ฮ่าฮ๋า เสียงหัวเราะของแท๊กซี่หนุ่มใหญ่บ่งบอกถึงความสุขที่ถ่ายทอดมากจากหัวใจ ... เรื่องเล่าธรรมดา ๆ จากแท๊กซี่คนหนึ่ง แต่ทำให้คนฟังอย่างเรายิ้มได้ ในวันที่ใครๆ ก็มีความรัก ... แต่ทว่าในยุคสมัยนี้จะมีสักกี่คนหนอที่ได้อยู่กับคู่แท้่ แบบนี้ ..ว่ามั้ย?

ืtuktina  /  08:02  /  1 comment

รถแท็กซี่สีชมพูคันหนึ่งจอดรับ และทันทีที่ก้าวขึ้นรถบอกจุดหมายปลายทางเหมือนปกติเช่นทุกวัน 

ฉัน : ไปลาดพร้าว 97 คะ 
แท๊กซี่ : (พยักหน้ารับ) ไปทางไหนดี ปกติใช้เส้นไหนครับ 
ฉัน : เอิ่ม.... ไปทางพระราม 9 ออกเลียบทางด่วนก็ได้คะ
แท๊กซี่ : โอเคครับ

เสียงเครื่องยนต์ ดังไปตามจังหวะของการเดินทาง ไม่มีบทสนทนาใด ๆ จนกระทั่งถึงทางเลี้ยวเข้าเลียบทางด่วนรามอินทรา ปริมาณรถที่ติดอยู่ข้างหน้า ทำให้คนขับแท็กซี่ เริ่มเปิดประเด็น

แท็กซี่ : ถ้าผมเล่นการเมืองนะ ผมจะออกกฎหมายที่มันตรงข้ามกับที่เป็นอยู่นี่ให้หมดเลย อย่างเรื่องรถ ผมจะขึ้นภาษี ออกกฏหมายว่าคนที่จะซื้อรถต้องวางเงินดาวน์ 50% ของราคารถถึงจะมีรถขับได้ จริง ๆ นะ นาฬิกา หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยม อันนี้ผมเข้าใจได้ แต่เรื่องรถนี่ เอาจริง ๆ คนซื้อรถ 70-80% ทุกวันนี้ รถคันหนึ่งราคาเป็นล้าน กับเงินเดือนที่มีแค่หมื่นสองหมื่น ผมไม่เห็นความจำเป็น อย่างคนกรุงเทพฯ เรียนจบมา มี Meeting มี Facebook นัดเจอกัน ต้องขับรถไปเจอกัน เพราะมองว่านั่งแท็กซี่หรือขี่มอเตอร์ไซด์ไปมันดุหมดราคา ผมว่ามันไม่ใช่ ที่พูดมาผมแค่อยากสะท้อนให้เห็นว่าทุกวันนี้ เราถูกครอบงำในทุกรูปแบบ ลักษณะก็เหมือนรัฐฯ สร้างประชานิยมให้เรา สิ่งที่ผิดก็คือ มันไปกระตุ้นให้เราโง่เขลาเบาปัญญา ทำให้เราอ่อนแอเหมือนลูกนกต้องรออาหารป้อนเข้าปาก

ฉัน : อืมมม....
แท็กซี่ : ชีวิตคนเรามันวุ่นวาย ตัวผมเองก็วุ่นวาย เมื่อวานกลับบ้านดูทีวี การเมืองตอนนี้เราก็ต้องตาม ผมดูทั้งบลูสกาย ทั้งทีวีเสื้อแดง คนสองกลุ่มแถลงเราก็ฟัง ฝ่ายหนึ่งก็เอาเรื่องประชาธิปไตยมาพูด อีกฝ่ายหนึ่งก็เอาเรื่องปิด กทม. มาพูดว่าเพราะอะไร แต่ที่ผมรู้สึกแย่ก็คือ คนที่ฟัง ๆ อยู่ ถ้าเค้าไม่รู้จักวิเคราะห์แล้วหลงเชื่อ มันน่าเศร้าใจ T-T การที่รัฐจะทำอะไร ใครจะมาบริหารบ้านเมือง จะชั่ว จะเลวยังไง จะคิดยังไง ก็อยากปล่อยเค้าไปหรอกนะ แต่ที่มันน่าเศร้าคือ นี่คนทั้งประเทศมันได้รับผลกระทบไปด้วย ตอนเด็ก ๆ เราได้ยินคำว่า “ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว” ตอนนี้มันกลายเป็นแค่วลีไปแล้ว มันใช้สอนลูกหลานไม่ได้แล้วผมรู้สึกแย่ หมอดูที่ไหนบอกว่าบ้านเมืองจะดี มีประชาคมอาเซียนแล้วจะดี ... “ผมไม่เชื่อหรอก”

ฉัน : ……(นั่งฟังอย่างตั้งใจ มองทางไปด้วยเพราะกลัวเลยจุดหมาย )
แท็กซี่ : คนเราตอนนี้ใช้สื่อ ใช้ความคิดของตัวเองโดยที่ไม่อยู่ในพื้นฐานของคุณธรรม บนเวทีใครที่มาพูดโดยขาดคุณธรรม ขาดความถูกต้อง เหมาะสม ผมว่าคนที่ฟังถ้ามีสติปัญญา เค้าจะแยกแยะได้ เพราะความน่าเชื่อถือมันไม่มี อย่างกรณีที่คนมาว่าในหลวง ผมตามดูทุกคลิป ทุกชอต เพราะผมอยากรู้วิธีคิด ว่าเค้าคิดได้อย่างไร เค้าก็มีเหตุผลของเขาที่อยากจะว่า ผมขอโทษที่จับประเด็นจริงๆ ไม่ได้สักที แต่อยากจะบอกเค้าเป็นการส่วนตัว ไม่ว่ามันจะมีเหตุผลอะไร ที่ต้องไปเจาะจงกับประเด็นเหล่านั้น ผมจะมองว่า ไม่ว่าอะไรที่พูดมา จะจริงหรือไม่จริง แต่สิ่งที่ท่านทำความดีไว้มันมากมายมหาศาล ให้ท่านเป็นอย่างที่ท่านเป็นก็ดีอยู่แล้ว “

ใกล้ถึงจุดหมาย รถติดอยู่ที่แยกไฟแดง
แท็กซี่ : ไม่เอาแล้ว ผมไม่พุดแล้วดีกว่า
ฉัน : อ้าว ..ไรง่ะ นี่ฟังอยู่นะเนี่ย ...
แท็กซี่ : เมื่อวาน ผมดูทีวี มีคนมาชูป้าย ว่าอภิสิทธิ์ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ หาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เล่นการเมืองไม่ดี ผมล่ะอยากถามเค้าเป็นการส่วนตัว ว่า กรณีคนมาด่าในหลวง คุณเกลียดเค้าป่ะ? ทักษิณคอรัปชั่น คุณเกลียดเค้าป่ะ ? หรือกรณีขาดทุนจำนำข้าวเป็นแสนล้านคุณคิดยังไง กรณีลงทุน 2.2 ล้าน ล้าน โดยที่แทบไม่ได้......ไรเลย คุณรู้สึกยังไง ? คุณ...ง ช่วยเอาพลังที่มีไปจัดการตรงนี้หน่อยเหอะ แล้ว....จะยกมือไหว้ซักที ดีกว่ามาว่าอภิสิทธิ์ไม่เกณฑ์ทหาร พูดสับปลับ มันมีเรื่องที่เราต้องแก้ (แค้น) ... เอ้ย แก้ไขอีกตั้งเยอะแยะ

ฉัน : อืมม ...
แท็กซี่ : เรื่องบางเรื่องมันใหญ่โตมาก กรณี 2.2 ล้าน ล้าน ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะไม่ปล่อยให้มันผ่านออกมา เพราะลูกหลานเราจะเป็นหนี้ ถ้าคนเข้าใจธรรมชาติจะรู้เลยว่า เรากู้มาแล้วอีกห้าสิบปีมันจะกลายเป็นหนี้ร้อย ๆ ล้าน และสิ่งที่ได้ประโยชน์น้อยมาก ท่าเรือน้ำลึก รถไฟความเร็วสูง มันแทบไม่มีผลประโยชน์โดยตรงกับคนทั่วไปเลย อยากไป กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ขึ้นเครื่องบินไปก็ได้ ไปโคราช ไปประจวบฯ ไม่รู้จะเอาไปทำไม ใครก็ได้ช่วยทีเถอะ คนที่รักประชาธิปไตย รักประเทศชาติหนักหนา ช่วยทีเถอะ กรณีนิรโทษกรรมเนี่ย คนที่ด่าพวกที่ชุมนุม เนี่ย... คุณรู้มั้ยว่าถ้าไม่ได้พวกเค้า เราจะได้ประเทศที่มีกฎหมายห่วย ๆ ตีกันเละเทะ กรณีนิรโทษกรรมถ้ามันผ่านนะ ต่อไปถ้าตำรวจเรียกผม ...ผมจะ “ถุยน้ำลาย” ใส่มัน หรือถ้าทำไรผมก็ “เจอกัน ” เพราะคุณไม่มี เมตตาเลยนะเนี่ย ถ้าเขียนใบสั่งผมจะฉีกทิ้งต่อหน้าเลย จริงๆ นะ ผมจะทำอย่างนั้น จริง ๆ ถ้ามันผ่าน

ฉัน : (เปิดกระเป๋า เตรียมค่าโดยสาร)
แท็กซี่ : ตอนนี้ผมสับสน กับบ้านเมืองจริง ๆ เราเข้าใจนะว่าอยากมีปฏิรูป แต่คณะปฏิรูปก็ยังไม่ชัดเจนในสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ แอบคิดว่ามันมีอะไร ทำไมไม่เอาสิ่งดี ๆมาชูเลย ชัดเจนกันไปเลย ผมอยากให้ กปปส.เนี่ย เอาอะไรดี ๆ ชัดเจนมาชูเลย ว่ากันไปเลย เอาไม่เอา ผมเอาด้วยทุกอย่าง ... แต่คนอื่นที่เค้าถามผม ปฏิรูป...อะไรวะ ผมก็ตอบไปหน้าเจี๋ยม ๆ ....ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ... จับต้นชนปลายไม่ถูก ขออภัยด้วยนะครับ !

ฉันเดินทางไปถึงจุดหมายในราคา 140 บาท พอเดินลงจากรถ แล้วนึกในใจว่า ... อืมม นี่เป็นอีกหนึ่งความในใจจากคนขับแท็กซี่ ผู้ชายวัยกลางคนธรรมดา ๆ ที่มีจิตใจห่วงใยประเทศชาติ ... และก็เชื่อแน่ว่าคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดไม่ต่างกัน ! เงินจำนวน 140 บาทในวันนั้น มีค่าน้อยกว่ามุมมองความคิดในอีกหลายเรื่องทีชายคนขับแท็กซี่ เอามาแบ่งปัน อย่างน้อยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในบางขณะสนทนาก็ทำให้รู้ว่า “คนไทย “ ยังพอจะยิ้มให้กันได้ ถ้าเปิดใจคุยกัน

Search